posted on 15 Apr 2009 10:47 by intuition in OddsAndEnds
“ การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าการตาย ”
ข้อคิดดีๆ ที่อยากให้อ่าน....

อาตมาเป็นพระภิกษุสงฆ์จากประเทศไทย การเป็นพระอาตมาต้องไม่มีครอบครัวและอาศัยอยู่ในวัด อุทิศชีวิตเหมือนเป็นอาสาสมัครให้แก่สังคม ซึ่งทำงานและให้คำแนะนำแก่คนที่มาขอคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการทางศาสนาหรือเรื่องราวในชีวิตประจำวันพระภิกษุสงฆ์เป็นมิตร ต่อทุกคน ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในโลกล้วนเป็นมิตรต่อ กัน พระภิกสงฆ์มีหน้าที่หลักอยู่สองอย่างคือ ปฏิบัติภาวนาและช่วยเหลือผู้อื่น จากการปฏิบัติภาวนาและการเจริญวิปัสสนา พระภิกษุสงฆ์ได้พัฒนาจิตใจและการระลึกรู้ซึ่งเป็นพื้นฐานของความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความมีใจมั่งคั่งและความหนักแน่น พระภิกษุสงฆ์ช่วยเหลือผู้คนในการเข้าถึงความสงบและผ่อนคลายจากความเครียด ความกดดัน ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมาน
วัดที่อาตมาอาศัยอยู่คือวัดอุโมงค์ในจังหวัดเชียงใหม่ ชึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ผู้คนที่เคยมาท่องเที่ยวประเทศไทยต่างรู้จักเชียงใหม่กันเป็นอย่างดี เป็นเมืองที่มีภูเขาอยู่ทางทิศตะวันตก แม่น้ำแม่ปิงพาดผ่านกลางจังหวัดและมีนาข้าว สวนผลไม้และแปลงผักอยู่ทางทิศตะวันออก เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและประเพณีที่ได้ต้อนรับผู้คนต่างเชื้อชาติ ทั้งผู้ที่มาท่องเที่ยวและพักอาศัย
วันหนึ่ง ขณะที่อาตมากำลังอ่านหนังสือ “คู่มือมนุษย์” ซึ่งเขียนโดยท่านพุทธทาส ท่านเจ้าอาวาสได้มาเรียกอาตมาไปสนทนากันที่ใต้ต้นไม้ริมสระ มีชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวสองคนมารอพบอาตมาท่านเจ้าอาวาสได้แนะนำว่าชาย หนุ่มชื่อพอล ส่วนสองสาวคือ คิมและแอนพวกเขาอายุประมาณ 30-35 ปี ลักษณะท่าทางเหมือนเป็นพนักงานบริษัทแววตาพวกเขาเหมือนมีคำถาม
อาตมาทักทายพวกเขา “ยินดีต้อนรับ”
พอลเริ่มอธิบาย “ท่านครับ พวกเรามาเพื่อรบกวนถามท่านบางคำถามเกี่ยวกับมุมมองของศาสนาพุทธ”
“คำถามของโยมคืออะไรล่ะ” อาตมาถาม
“ผมขออนุญาตถามเกี่ยวกับชีวิต” พอลถามอาตมากลับ
อาตมาตอบเขาว่า “ได้สิ โยมจะถามอะไรอาตมาก็ได้เท่าที่โยมต้องการ โยมสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกับอาตมาได้”
พอลถาม “พระคุณเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายครับ”
“โยมหมายถึงการฆ่าตัวตายแบบไหนล่ะ” อาตมาถาม
“แบบไหนก็ตามครับ” พอลกล่าว เปิดประเด็นกว้างเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
อาตมาถามเขาว่า “มันเป็นคำถามที่ซับซ้อนนะ โยมต้องการให้เริ่มตรงไหนดีล่ะ”
“เอาล่ะครับ ขั้นเริ่มที่ว่าพระพุทธเจ้าได้กล่าวอย่างไรเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย” พอลถาม
อาตมาอธิบายต่อเขาว่า หากการฆ่าตัวตายหมายถึงการฆ่าตนเองพระพุทธเจ้าปฎิเสธการฆ่าตัวตายเพราะพระ พุทธเจ้าสอนให้ละเว้นเสียจากการทำอันตรายหรือการฆ่าทุก ๆ ชีวิต รวมถึงชีวิตตนเองด้วย
พอลถามต่อทันทีว่า “ถึงแม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นทุกข์และกดดันเพียงไหนหรือครับ พระคุณเจ้าคิดว่าพระพุทธเจ้าจะอนุญาตให้เขาหรือเธอฆ่าตัวตายได้ไหมครับ”
“ไม่มีทาง” อาตมาตอบ
“ทำไมล่ะครับ” พอลยังคงสงสัย
อาตมาอธิบายว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการเกิด การมีชีวิตอยู่เติบโตและมีชีวิตรอดนั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า สวยงามและเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ชีวิตหนึ่งนั้นไม่ควรจบลงโดยตนเองหรือผู้อื่นศาสนาพุทธนั้น ในเบื้องต้นจึงให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น ชีวิตประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ซึ่งควรจะดูแลรักษาให้แข็งแรง มีสุขภาพดีและปลอดภัย
คิมถามบ้าง “แล้วการฆ่าตัวตายเป็นบาปไหมคะ”
อาตมาถามเธอกลับไป “โยมคิดว่าบาปคืออะไร”
คิมอธิบายความหมายของบาปตามที่เธอเข้าใจ “บาป เป็นสิ่งเลวร้ายในชีวิต ซึ่งจะทำให้วิญญาณต้องไปรับโทษในนรกหรือในชาติหน้า”
“น่าสนใจมาก” อาตมากล่าว “ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธนั้น บาปคือความรู้สึกไม่พอใจเมื่อผู้นั้นทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นโดยการกระทำ คำพูด หรือแม้แต่ความคิด”
เธอถามต่อด้วยความกังวล “แล้วบาปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่คะ”
อาตมาตอบ “บาปจะเกิดขึ้นเมื่อโยมทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น”
แอนถาม “แล้วบาปอยู่ที่ไหนคะ เราสามารถทราบได้อย่างไรว่าบาปติดตัวเรา”
อาตมาอธิบาย “ลองมองดูและค้นหาในจิตใจโยม เมื่อไหร่ที่โยมรู้สึกสงบ ผ่องใส เบิกบาน โยมจะเป็นอิสระจากบาป ในทางตรงกันข้ามเมื่อโยมรู้สึกเครียดและกดดัน โยมทำร้ายหรือว่ากล่าวผู้อื่น จิตใจของโยมเริ่มเป็นบาป”
“บาปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือคงอยู่ถาวรคะ” เธอถาม
“มันไม่ถาวร” อาตมาตอบ
“พระคุณเจ้าหมายความว่าในบางครั้งเราสามารถถูกปลดปล่อยจากบาป และในบางครั้งบางจะคงอยู่และติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาหรือคะ”เธอถาม
“ถูกต้อง” อาตมาตอบ
แอนถาม “เมื่อเรามีจิตคิดร้ายใคร ใจเราย่อมเป็นบาป เมื่อเรามีจิตเมตตากรุณา เมื่อนั้นใจเราจะปราศจากบาปหรือคะ”
“ถูกต้อง” อาตมาตอบ
คิมวิเคราะห์ “ดังนั้นการฆ่าตัวตาย เป็นบาปแน่นอน เพราะก่อนจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย ไม่มีใครรู้สึกปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส ถูกไหมคะ”
อาตมาตอบเธอไปว่า อาตมาไม่มีสิทธิที่จะตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด อาตมาเป็นเพียงพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งพยายามตอบคำถามตามมุมมองทางศาสนาพุทธ ความรู้สึกกดดันหรือเบิกบานนั้นเป็นของที่รู้ได้เฉพาะตน ไม่มีใครจะตัดสินแทนผู้อื่นได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การตามดูความรู้สึกภายในของตนเองนั่นแหละ นี่เป็นทางที่ถูกต้องแน่นอนเพราะเราเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้จริง ไม่ว่าใจโยมจะปลอดโปร่งเบิกบานหรือไม่ ก็มีเพียงโยมเท่านั้นที่ทราบ โยมไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นเชื่อแต่เชื่อในสิ่งที่โยมสัมผัสได้
หลังจากที่พวกเขาได้ทราบเกี่ยวกับมุมมองเรื่องการฆ่าตัวตายในศาสนาพุทธแล้ว พวกเขาก็ลากลับไป
หลังจากนั้นเจ็ดวัน ขณะที่อาตมากำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น คิมกลับมาหาอาตมา
อาตมาทักทายเธอแล้วถามว่า “ทำไมมาคนเดียวล่ะ”
เธอกล่าวตอบ “ดิฉันมาเพื่อปรึกษาพระคุณเจ้าค่ะ” เป็นเรื่องส่วนตัวมาก ขออนุญาตปรึกษาได้ไหมคะ”
อาตมายิ้มแล้วตอบว่า “โยมสามารถบอกเล่าสิ่งใดก็ได้ที่โยมรู้สึกดีที่จะพูดออกมา”
เธอไม่ยินดีในคำตอบของอาตมา หน้าเธอดูโศกเศร้ามาก อาตมาคลายยิ้มและรอเธอกล่าวต่อ
เธอกล่าวว่า “ท่านคะ ดิฉันไม่ต้องการมีชีวิตอยู่แล้ว ดิฉันอยากตาย”
อาตมารู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเธอกล่าว เธอเริ่มร้องไห้หลังจากที่เธอบอกถึงความรู้สึกเศร้าเสียใจลึก ๆ ออกมา อาตมาไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอนเธอร้องไห้ อาตมาปล่อยให้เธอร้องไห้และระบายออกมา เวลาผ่านไปครูใหญ่ เมื่อเธอรู้สึกดีขึ้น
อาตมาเริ่มถามคำถามเธออีกครั้ง “ทำไมโยมจึงต้องการตายล่ะชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและน่าอัศจรรย์นะ อย่างที่อาตมาพูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังไงล่ะ โยมจำได้หรือไม่”
เธอตอบ “ดิฉันจำได้ค่ะ” แต่ดิฉันเพิ่งผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายมาดิฉันเกลียดการมีชีวิตอยู่ ความตายอาจดีกว่าสำหรับดิฉันตอนนี้
“เกิดอะไรขึ้นกับโยมหรือ” อาตมาถาม
“มีหลายสิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นกับดิฉัน” เธอกล่าว
“ทำไมโยมคิดเช่นนั้นล่ะ” อาตมาถามต่อ
“เพราะดิฉันได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดหลายครั้ง” เธออธิบาย
“โยมต้องเข้าคุกหรือ” อาตมาถาม
“ดิฉันไม่ได้ทำในสิ่งที่ดิฉันต้องไปรับโทษในคุกหรอกค่ะ” เธอตอบ
“แล้วทำไมโยมถึงคิดว่าความเจ็บปวดของโยมนั้นเป็นทุกข์ทรมานมากกว่าการต้องไปรับโทษในคุกล่ะ” อาตมาถาม
“เพราะถ้าดิฉันต้องไปรับโทษในคุก ดิฉันก็จะทราบว่าเมื่อไหร่ดิฉันจะได้รับการปล่อยตัว แต่ตอนนี้ดิฉันไม่รู้ว่าจะได้เป็นอิสระเมื่อไหร่”เธออธิบาย
อาตมาขอให้เธอเล่าถึงสาเหตุของความทุกข์ทรมานที่เธอต้องเผชิญอยู่ให้อาตมา ได้ฟัง อาตมาอธิบายว่าเราต่างเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้ต้องเผชิญความทุกข์จากสถานการณ์ ที่ต่างกัน มันเป็นเรื่องดีที่จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นทุกข์เพื่อหาทางออกกัน เธอจึงเริ่มเล่าเรี่องราวของเธอ
ดิฉันเกิดในชนบทที่ห่างไกลและมีฐานะยากจนมาก พ่อและแม่ทำงานหนักในไร่กาแฟมาตลอด แต่เราก็ยังคงยากจนเนื่องจากราคากาแฟสดไม่ค่อยดีนัก ครอบครัวเรามีเงินเพียงพอแค่ใช้จ่ายวันต่อวันมีเสื้อผ้าเพียงชุดสองชุด ถึงแม้เราจะมีความเป็นอยู่อย่างยากจน แต่เราก็มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข
ตอนที่ดิฉันอายุประมาณ 8 ปี เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราได้เผชิญเหตุการณ์สำคัญ เมื่อพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย เพราะพวกเราอาศัยอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก เราไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าโดยสารรถ ซึ่งมีเพียงหนึ่งเที่ยวต่อวัน พวกเราพยายามเยียวยาพ่อด้วยสมุนไพร แต่มันไม่สามารถรักษาโรคมาลาเรียได้ ท่านเสียชีวิตที่หมู่บ้านท่ามกลางญาติๆที่รายล้อม
หลังจากพิธีศพพ่อ แม่ก็ตกอยู่ในความเศร้าโศกและอ่อนแอลงมาก ท่านเก็บเงินจนได้ค่ารถโดยสารและไปพบคุณหมอในเมือง ทำให้ทราบว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แม่ตัดสินใจว่าเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะรักษาเพราะพวกเราไม่มีค่ารักษา ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากแม่จึงออกจากโรงพยาบาลด้วยความท้อแท้สิ้นหวังและกลับมา บ้านเพื่อรอความตาย ผู้คนในหมู่บ้านต่างพยายามรักษาแม่ด้วยสมุนไพรท้องถิ่นอย่างดีที่สุด แต่ก็ช่วยไม่ได้ แม่เสียชีวิตหลังจากพ่อเสียไปได้สองปีขณะที่ดิฉันอายุสิบขวบ และได้ชาวบ้านช่วยดิฉันจัดงานศพแม่
ตั้งแต่วันนั้น ดิฉันไปอาศัยอยู่กับญาติและเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ถึงแม้ดิฉันจะเป็นเด็กกำพร้าและรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ดิฉันก็มีความหวังที่จะเป็นหมอและช่วยรักษาผู้คนในหมู่บ้าน ดิฉันเรียนได้คะแนนสูงทีเดียว และได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อในตัวเมือง ดิฉันตั้งใจเรียนอย่างหนักจนกระทั่งจบแพทย์ ขณะที่อายุเพียงยี่สิบห้าปีหลังจากปฏิบัติหน้าที่แพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาล ของมหาวิทยาลัยในเมืองดิฉันจึงได้กลับมาเป็นแพทย์อาสาในหมู่บ้านที่ดิฉันถือ กำเนิดและเติบโตดิฉันมีความสุขมากที่สามารถทำให้ความฝันเป็นความจริงได้ ดิฉันทำงานทั้งที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยและที่หมู่บ้านควบคู่กันตั้งแต่ นั้นมา
การเป็นหมอ ได้ช่วยให้ผู้คนได้พ้นจากความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานดิฉันมีความสุขมากและภูมิใจ ที่ได้ช่วยเหลือพวกเขา ดิฉันูร้สึกสำนึกบุญคุณพ่อแม่ ผู้อบรมสั่งสอนดิฉันเป็นอย่างดี หากดิฉันเป็นหมอตอนที่พวกท่านไม่สบาย ฉันอาจช่วยให้พวกท่านรอดชีวิตและสามารถภูมิใจในตัวดิฉันได้ยังคิดถึงพวกท่าน เท่าไหร่ดิฉันยังให้ใจในงานมากขึ้นเท่านั้นกระทั่งดิฉันแต่งงานกับหมอด้วย กัน เรามีลูกชายและลูกสาวอย่างละหนึ่งคน ลูกชายอายุหกปีและลูกสาวอายุสี่ปี พวกเขาเป็นเหมือนของขวัญที่สวรรค์ส่งมาให้ เรามีชิวตครอบครัวทิ่วิเศษ ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีและสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครันทั้งบ้านและรถยนต์
ประมาณสิบเดือนก่อน ดิฉันยังทำงานอย่างหนักทั้งที่โรงพยาบาลและที่หมู่บ้าน ทำให้มีเวลาสำหรับครอบครัวน้อยลง ขณะที่สามีของดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว ทำให้เขามีเวลาอยู่บ้านและดูแลลูกๆ มากกว่า วันหนึ่ง ดิฉันได้รับข้อความจากเพื่อนสนิทซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน บอกว่าสามีของดิฉันมีชู้ ดิฉันไม่เชื่อ และยังคงทำงานอย่างหนักด้วยความมั่นใจว่าสามีไม่มีหญิงอื่น เพราะดิฉันเคยถามสามีอย่างสุภาพ แต่เขาปฏิเสธว่า เขาไม่เคยรักใครอื่นนอกจากดิฉัน ดิฉันเชื่อมั่นในคำยืนยันของเขาและไม่สนใจสิ่งที่เพื่อนบอก
ประมาณหนึ่งเดือนก่อน ดิฉันจะต้องไปสอนการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานให้แก่ชาวบ้านเป็นเวลาสี่วันดิฉัน บอกสามีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งมีแพทย์อาสาจำนวนมากจากโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมาร่วมโครงการด้วย เพราะพวกเขาอยากมาช่วยเหลือและลองพักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติ ดังนั้น ดิฉันจึงสามารถทำงานทั้งหมดให้ลุล่วงลงได้ภายในเวลาเพียงสองวัน เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดิฉันกลับมาถึงบ้านประมาณสี่ทุ่มและเห็นรถคันหนึ่งจอดในที่จอดรถของดิฉัน ดิฉันไม่ได้ติดใจอะไร จอดรถแล้วเข้าบ้านไป หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเตรียมเข้านอน ดิฉันเดินตรงไปที่ประตูห้องนอนและเปิดประตูเข้าไป ดิฉันเห็นสามีตัวเองและคู่รักของเขาอยู่ด้วยกันบนเตียงนอน ดิฉันตกใจ แต่พูดอะไรไม่ออก ดิฉันออกไปหาที่พัก พยายามนอนหลับ แต่ไม่สามารถหลับลง ได้
ในหัวของดิฉันมีแต่คำถาม ทำไมดิฉันรักทุกคน แต่ไม่มีใครรักดิฉันเลย ดิฉันอุทิศชีวิตครอบครัวให้เขาแล้วทำไมเขาถึงทำกับดิฉันแบบนี้ ดิฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์อันใด ดิฉันจะมีชิวตอยู่เพื่อใครมันไม่ยุติธรรมเลยในเมื่อดิฉันทำงานอย่างหนัก เพื่อพวกเขา แต่พวกเขากลับทำให้ดิฉันเจ็บปวด
ดิฉันตัดสินใจกินยานอนหลับหนึ่งกำมือเพื่อจะไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกดิฉันไม่ รู้ตัวว่าหลับไปนานแค่ไหน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล เห็นพอล แอน และเพื่อนๆ ยืนล้อมรอบ พวกเขาดีใจมากที่ดิฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อดิฉันเห็นพวกเขา ดิฉันเริ่มร้องไห้แล้วพูดว่าดิฉันอยากตายทุกๆ คนจับมือดิฉันแล้วบอกว่า ดิฉันยังคงมีพวกเขา พวกเขาพาดิฉันไปที่บ้านพวกเขาและดูแลดิฉันเป็นอย่างดีจนกระทั่งดิฉันสามารถ ลุกขึ้นได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังคงคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองที่เอาแต่ทำงานและรักคนอื่นๆ แต่ปล่อยปละคนใกล้ตัวตอนนี้ ไม่มีใครรักดิฉัน ดิฉันอยากตาย
อาตมานั่งฟังเรื่องราวของเธอเงียบๆรู้สึกทึ่งในการต่อสู้ชีวิตของเธอเพื่อ ตัวเธอเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อบ้านเกิด เธอเป็นคนเก่งมากในความคิดของอาตมา คงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากโลกนี้จะขาดผู้หญิงเก่งๆ อย่างเธอ
อาตมาพูดด้วยความเห็นใจว่า “อาตมารู้สึกประทับใจมากเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้หญิงเก่งอย่างโยม”
ทำไมพระคุณเจ้าจึงรู้สึกเช่นนั้นล่ะคะ” เธอประหลาดใจ
“เพราะโยมเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากและเก่งมาก” อาตมาอธิบาย
“ยังไงหรือคะ” เธอถาม
“เพราะว่าโยมทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาตนเองและบ้านเกิดของโยมให้ดีขึ้นได้” อาตมาอธิบาย
“ทำไมค่าตอบแทนการทำงานหนักของดิฉันจึงเจ็บปวดเพียงนี้ล่ะคะ”เธอถาม
“ลองทบทวนคำถามนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ใหม่อีกครั้งเถอะ ทำใจให้สงบและตอบคำถามอาตมาจากใจ” อาตมาบอกเธอ
เธอตกลง “ค่ะ ดิฉันจะพยายาม”
“เพื่อนร่วมงานทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า” อาตมาถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ” เธอตอบ
“คนไข้ของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า” อาตมาถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ” เธอตอบ
“ผู้คนในหมู่บ้านทำให้ใยมเป็นทุกข์หรือเปล่า” อาตมาถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ” เธอตอบ
“พอล แอน และบรรดาเพื่อนสนิทของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า” อาตมาถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาไม่ได้ทำ พวกเขาเป็นเพื่อนแท้ผู้ซึ่งทำให้ดิฉันมีความสุข” เธอตอบ
“ลูกๆ ของโยมทำให้โยมเป็นทุกข์หรือเปล่า” อาตมาถาม
“เปล่าค่ะ พวกเขาเป็นแสงสว่างในชีวิต เป็นหัวใจและเป็นความหวังของดิฉันค่ะ” เธอตอบ
“แล้วใครเป็นคนทำให้โยมเป็นทุกข์ล่ะ” อาตมาถาม
“สามีดิฉันค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นทุกข์
“แสดงว่าเขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ใยมเป็นทุกข์” อาตมาถามต่อ
“ใช่ค่ะ” เธอตอบ
“เขามักทำให้โยมเป็นทุกข์อยู่บ่อยๆ หรือ” อาตมายังคงถาม
“ไม่ค่ะ นี่เป็นครั้งแรก” เธอตอบ
“อาตมาเข้าใจถึงความเจ็บปวดของโยม แต่หากโยมไม่รังเกียจอาตมาขอถามโยมอีกสักหนึ่งคำถาม” อาตมาถาม
เธอตอบทันที “ได้ค่ะ”
“ตอนนี้ โยมยังคงคิดถึงเรื่องการตาย” อาตมาถาม
“ใช่ค่ะ ดิฉันจะไม่เปลี่ยนใจ เพราะความเจ็บปวดของดิฉันมันฝังลึกมาก” เธอตอบ
“อาตมาก็เข้าใจนะ แต่หากโยมตายไป เพื่อนร่วมงานจะเป็นทุกข์ไหม” อาตมาถาม
“ดิฉันไม่แน่ใจค่ะ แต่คิดว่าพวกเขาคงรู้สึกเสียใจ” เธอตอบ
พอล แอน และเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ของโยมจะเป็นทุกข์ไหม”อาตมาถาม
“แน่นอนค่ะ ดิฉันคิดอย่างนั้น” เธอตอบ
“หากโยมตายไป ผู้คนในหมู่บ้านจะเป็นทุกข์ทั้งกายและใจหรือไม่”อาตมาถาม
“ค่ะ แน่นอน” เธอตอบ
“โยมอยากให้พวกเขามีความสุขและมีโยมอยู่กับพวกเขาไหม”อาตมาถาม
“ค่ะ” เธอตอบ
“หากโยมตายไป ลูกๆ ของโยมซึ่งยังเด็กอยู่มาก พวกเขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นทุกข์ไหม” อาตมาถาม
คิมร้องไห้แทนคำตอบ
อาตมาอธิบาย “คิม หากโยมตายไป คนเป็นพันๆ รวมถึงลูกๆและสามีของโยมจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ขออาตมาถามโยมหน่อยนะ ผู้คนที่โยมช่วยเหลือ พวกเขารักหรือเกลียดโยม”
เธอตอบ “คนส่วนใหญ่รักดิฉัน”
“ดังนั้น โยมจะกล่าวว่าโยมรักทุกคนแต่ไม่มีใครรักโยม อย่างนั้นหรือ ตอนนี้ เรากำลังไตร่ตรองพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจ ความตั้งใจเราพบความจริงว่าคนที่รักโยมมีจำนวนมากกว่าคนที่เกลียดโยม อาตมาสรุปอย่างนี้ถูกต้องไหม” อาตมาถาม
เธอยอมรับกับข้อสรุปของอาตมาด้วยการพยักหน้าช้าๆ
อาตมาให้กำลังใจเธอ “ตอนนี้โยมคงเข้าใจถึงกฎของกิริยาและปฏิกิริยาอย่างชัดแจ้ง โยมจะได้รับผลของสิ่งที่โยมกระทำ หากโยมมอบความรักแก่ผู้อื่น เขาก็จะมอบความรักตอบแก่โยม ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลง ความทุกข์มาเยือนแล้วก็จากไป ชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและมันเป็นเรื่องวิเศษที่จะทำสิ่งดีๆต่อตนเองและผู้อื่น วันหนึ่งทุกๆ คนจะต้องตาย แต่ปล่อยให้เขาตายอย่างธรรมชาติ อย่าตัดสินใจฆ่าตัวตาย”
ในที่สุดเธอกล่าวขึ้นว่า “ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาที่ชี้ทางสว่างให้แก่คนที่ตกอยู่ในความมืดมิดด้วย ค่ะ ดิฉันจะไม่ลืมพระคุณของท่านตราบจนวันตาย แต่หากท่านทราบข่าวการตายของดิฉัน โปรดอภัยให้แก่ดิฉันผู้ซึ่งบ้าและดิ้อด้วยค่ะ”
“อาตมายินดีต้อนรับโยม หากโยมยังคงต้องการฆ่าตัวตาย
โปรดจำไว้ ที่นี่มีพระภิกษุสงฆ์ผู้เห็นค่าของโยมและหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่จะต้อง สูญเสียผู้หญิงที่ทำประโยชน์และมีเมตตาต่อคนจนทั้งหลาย” อาตมาย้ำกับเธอ
เธอยืนขึ้นและกล่าวว่า “ขอขอบพระคุณค่ะและลาก่อน”
ห้าปีผ่านไป อาตมา ย้ายไปจำพรรษาที่ภาคใต้ของประเทศไทยอาตมาไม่ทราบข่าวจากเธอหรือเพื่อนๆ ของเธอ จนกระทั่งอาตมาได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายที่ศูนย์สุขภาพจิตในจังหวัดแพร่ หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ผู้อำนวยการของแผนกเด็กเล็กก็เดินเข้ามาหาอาตมา พร้อมกับสามี ลูกชายและลูกสาว เธอแนะนำอาตมาให้ครอบครัวเธอรู้จักว่า“นี่คือพระภิกษุสงฆ์ผู้ช่วยชีวิตฉัน”
เธอและครอบครัวทำความเคารพอาตมาด้วยการพนมมือไหว้กลางอก
เธอพูด “พระคุณเจ้าสอนให้ดิฉันระลึกได้ว่าชีวิตดิฉันมีค่าต่อครอบครัวของดิฉัน สังคม และบ้านเกิด ดังนั้น ดิฉันจึงไม่ฆ่าตัวตายและตัดสินใจที่จะมีชวตอยู่ต่อ”
อาตมาถามเธอ “โยมยังจำคำวา “ชีวิต” เป็นสิ่งที่วิเศษและสวยงามได้ไหม”
เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า “คะ ดิฉันจำได้ ดิฉันมีความสุขในการใช้ชีวิตที่วิเศษและสวยงาม ดิฉันมีครอบครัวที่ดีและอบอุ่น ต้องขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงค่ะ”
อาตมาสรุป “โปรดจำไว้ว่า การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าการตาย”
posted on 18 Nov 2008 20:13 by intuition in MyStories
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นานมาแล้วที่ได้เจอที่พันทิป ผู้เขียนคือคุณ ว. (ขอสงวนนาม)
เห็นว่าอาจจะเป็นข้อคิดที่ดีสำหรับผู้หญิงที่กำลังคิดอยากจะไปทำเสน่ห์หรือกำลังเจ็บปวดเพราะความรัก
อ่านจบแล้วเผื่ออาจจะทำให้ได้ข้อคิดอะไรขึ้นมาเล็กๆน้อยๆบ้างก็ดีครับ
สุขสันต์วันที่ยังมีลมหายใจครับ :)
(ภาพประกอบ: www.maxrider.com)
"เพื่อนแนะนำให้ฉันไปทำ.....เสน่ห์ยาแฝด......."
ฉันกับแฟนคบกันมา 4 ปี มีโครงการจะแต่งงานกันสิ้นปีนี้ แต่แล้วจู่ ๆ เค้าก็มาบอกว่า “เราเลิกกัน เค้าไม่ได้รักฉันแล้ว ตอนนี้เค้าพบคนใหม่ ตลอดเวลาเค้าหลอกฉันมาตลอดว่ารัก เค้าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่สิ้นปีนี้”
ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อจะฉุดรั้งเค้ากลับมา ฉันถามว่าฉันผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน
ฉันจะปรับปรุงตัวใหม่ เค้าต้องการอะไรฉันทำให้ได้ทุกอย่างและยอมทุกอย่าง
ขอเพียงแค่ “กลับมาเหมือนเดิม” แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือความเฉยชา,หงุดหงิด,รำคาญ ทำอะไรก็ผิดไปหมด
เพื่อนแนะนำฉันให้ “ไปทำเสน่ห์”
ปกติฉันเป็นคนที่กลัวเรื่องพวกนี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากเข้าใกล้ แต่....ณ จุดจุดนี้ ไม่ได้แล้ว ความรักบังตาฉันยอมทุกอย่าง
ขอเพียงได้เค้ากลับคืน อะไรก็ได้สำหรับฉัน ณ ตอนนี้
“ปู่ฤาษี” คือผู้ที่เพื่อนฉันพาไปหา เพื่อนบอกว่า
“ท่านเก่ง ญาติของเพื่อน สามีหนีไปอยู่กับเมียน้อยท่านก็เป็นคนเรียกกลับมา ทุกวันนี้ทั้งรักทั้งหลงภรรยา ไม่ไปมีใหม่อีกเลย”
บ้านปูนชั้นเดียว มีลานจอดรถที่พอจอดรถยนต์ได้ประมาณ 10 คัน
วันแรกที่ฉันไปมีรถยนต์จอดอยู่ 3 คัน มองเข้าไปในบ้านมีคนนั่งจนล้นออกมาข้างนอกมีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ
เพื่อนพาฉันเข้าไป ภาพที่ฉันเห็น “ชายหนุ่มอายุน่าจะประมาณ 28 – 29 ปี
ผมยาวมีลายสักเต็มตัว นัยต์ตาหวานเยิ้ม มือคีบบุหรี่พูดไป ยิ้มไป
ปล่อยมุกสนุกสนาน ทำให้ผู้ที่เข้ามาหาหัวเราะเป็นระยะ ๆ นุ่งชุดลายเสือ
ดูดีมีเสน่ห์"
คนนี้เรอะที่เพื่อนบอกว่าเป็นปู่ฤาษี
ทำไมยังหนุ่ม
แต่ ณ วินาทีนั้นความรักบังตาไม่ได้คิดอะไร เพื่อนบอกว่าดี ฉันก็เชื่อโดยที่ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้าเลย
เราสองคนนั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง คนที่เข้ามาล็อตแรกก็ออกไป ถึงคิวของฉัน
เพื่อนแต่งขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่) พร้อมเงิน 100 บาทให้ฉันเขียนชื่อ-นามสกุล พร้อมที่อยู่ ของฉันและของแฟน ยื่นให้ปู่ฤาษี
“.........(เอ่ยชื่อฉัน) ดวงไม่ดี จะถูกแย่งของรัก ....... (เอ่ยชื่อแฟน) คนนี้เป็นแฟนใช่มั๊ย?”
ฉันตอบ “ใช่ค่ะ”
"มีอะไรจะถาม?” ท่านถามฉัน
......เงียบ ......ฉันก็ไม่รู้จะถามอะไร
เพื่อนหันมาสะกิด “ตอบไปซิ”
ก็ไม่รู้จะตอบอะไร..........
ท่านนั่งหลับตาสวดคาถาประมาณ 5-10 คำ แล้วหันมาถาม
“ รักเค้ามาก ตอนนี้ใจเศร้าหมอง มีแต่คิดจะฆ่าตัวตาย .........อยากได้เค้ากลับมามั๊ย?” ท่านหันมาถาม
“อยากได้ค่ะ” ฉันตอบ
“ถ้าอยากได้คืน จะช่วย แต่จะต้องจ้างน่ะ มีเงินเท่าไหร่?”
“สองพันค่ะ”
ท่านหลับตาสักพัก
"ไม่ใช่หรอก ในกระเป๋าตังค์มีเงิน ห้าพันบาท ในสมุดบัญชีมีเงินอีก 3 หมื่น”
ฉันตกใจ ท่านรู้ได้อย่างไง
“ถ้าอยากได้คืน ปู่คิดค่าจ้าง 3 หมื่น”
“ตกลงค่ะ!” ฉันตอบตกลง
“จะบ้าเหรอ.....3 หมื่นน่ะแก ไม่คิดก่อนหรือไง” เพื่อนฉันตกใจรีบหันมาถามฉัน
แต่สำหรับฉันตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้แฟนกลับคืนมา
ปู่ฤาษี มองหน้ายิ้ม ๆ
“ให้ไปเอา...................................” ท่านสั่งให้ฉันนำสิ่งของมาเข้าพิธี
------------------------------------------------------------------------
รุ่งขึ้น เดินทางไปหาปู่ฤาษี ไปถึงก็มีคนมารอท่านเต็มอาศรมไปหมด
รายแรก....มากันประมาณ 5-6 คน แต่งขันธ์ 5 จานเดียวใส่เงิน 100 บาท
แต่มีรายชื่อในกระดาษประมาณ 10 ชื่อได้ ท่านรับขันธ์ 5 ไป หลับตาสวดมนต์
ดูให้ทีละคน การทำนายของท่านแม่นเหมือนตาเห็น
ท่านจะทักเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยก่อนว่า เป็นลักษณะไหนอยู่ตรงไหนมีอะไรเป็นจุดเด่น
(มาทราบภายหลังว่าท่านไม่ได้ดูจากวันเดือนปีเกิด
แต่จะส่งจิตไปยังบ้านที่เราอาศัยอยู่เพื่อไปตรวจสอบยังสถานที่ ท่านจึงต้องถามว่าสถานที่ที่ท่านไปถูกต้องหรือไม่)
ท่านจะทักแต่ละคนตามรายชื่อที่เขียนไป จนกระทั่งไปสะดุดที่ชื่อของลูกสาวของคนที่มาดู
“มันหนีออกจากบ้านไปใช่มั๊ย?” (จริง ๆ แล้วท่านจะพูดเป็นภาษาอีสาน แต่ว่าฉันแปลเป็นภาษาภาคกลางให้เพื่อจะได้เข้าใจ)
“ใช่จ๊ะ” คนเป็นแม่พูด น้ำตาเริ่มไหล
ท่านหลับตาสวดมนต์สัก 5-10 คำ “มันหนีไปกับผู้ชายตอนนี้มันอยู่ กาฬสินธ์ อยู่บ้านเค้า”
“ปู่ช่วยหน่อย ตามมันกลับมาให้หน่อย” แม่พูดไปพร้อมเช็ดน้ำตา ฉันเองก็พาลจะน้ำตาไหลตามไปด้วย
ท่านสวดมนต์สักพัก “เออ....ปู่จะช่วย วันจันทร์มันจะกลับมา พอมันมาแล้วให้พามันมาหาปู่……..”
ท่านพูดปลอบใจเขาสักพักแล้วก็เริ่มสอนให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นคำ
สอนตามแบบของศาสนา จนพ่อแม่ของน้องผู้หญิงผ่อนคลายหายเศร้าท่านจึงให้กลับ
ราย
ที่ สอง เป็นชาวบ้านมาประมาณ 4-5 คน รายนี้ภรรยาหนีตามชู้ไป
ทิ้งสามีกับลูกสองคน สามีเค้ารักภรรยามาก อยากได้ภรรยาคืน
ฤาษีท่านดูไปแล้วทักว่า ภรรยาของแกหนีตามผู้ชายข้างบ้านไป ผู้ชายคนนั้นก็มีภรรยาแล้วใส่เสน่ห์ภรรยาของแกด้วย พอท่านพูดถึงตรงนี้
ผู้หญิงที่มาด้วยบอกว่าเป็นสามีของแกเอง
ปู่จึงหันมาถามว่าจะเอาคืนด้วยหรือ ฝ่ายหญิงตอบว่าไม่เอา ปู่จึงหันไปถาม
ฝ่ายชายว่าจะเอาคืนจริง ๆ หรือ
ไม่รังเกียจเค้าหรือที่เค้าทำแบบนี้
โกรธเค้าไหม เกลียดเค้ามั๊ย ซึ่งฝ่ายชายก็ยืนยันคำเดียวว่าจะเอาคืน ท่านถามซ้ำ 3 ครั้ง ฝ่ายชายก็ยังยืนยันคำเดิม
ท่านรับปากว่าจะช่วยแล้วให้บูชาของสิ่งหนึ่งไป เรียกเก็บเงิน 500 บาท
ฉันเริ่มสงสัย เอ...ทำไมของฉัน 3 หมื่น ส่วนของคนนี้แค่ 500 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ถามตอนนั้น
รายที่ 3 เป็นคุณยาย พาหลานสาวมากราบท่าน
บอกว่าเป็นคนนี้ที่หนีออกจากบ้านแล้วให้ท่านตามมาให้กลับมาแล้วตามที่ท่านบอก ท่านเรียกน้องผู้หญิง (อายุประมาณ 16-17 ปี)
เข้ามานั่งต่อหน้าท่านแล้วเริ่มสอน ซึ่งคำสอนของท่านฉันฟังแล้วน้ำตาแทบไหล.....
“เห็น
หน้ายายมั๊ย แกเสียใจขนาดไหน เค้าเลี้ยงเรามากี่ปี
แต่ผู้ชายอีกคนพึ่งเจอกันไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงทุ่มเททุกอย่างให้เค้าได้ขนาดนั้น ยายเค้าเสียใจขนาดไหนเห็นมั๊ย? (คุณยายเริ่มเช็ดน้ำตา)
ที่ปู่ช่วยไม่ได้อยากช่วยเราน่ะ ปู่สงสารยายของเราถึงได้ช่วยเรียกกลับมา” ท่านสอนอยู่นานพอควร
เกือบบ่าย 2 ถึงคิวฉันซะที ท่านหันมายิ้ม “เดี๋ยวจะทำน้ำมนต์ให้อาบ”
ท่านให้ฉันอาบน้ำมนต์โดยท่านเป็นผู้ปลุกเสก จะมีผู้ชายอีกคนเป็นคนอาบให้
ในระหว่างที่อาบเค้าก็จะสวดคาถาไปด้วย
.....หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ
ท่านก็ให้นำของที่เตรียมมาให้ ทำพิธีอยู่ประมาณ 10 นาที หลังเสร็จพิธีท่านผูกแขนให้ฉันแล้วสั่งให้ฉันปฏิบัติตามคำสั่ง
1. ทุกวันตอนเย็น ให้ฉันเดิน 999 ก้าว โดยให้นับทีละก้าวห้ามนับผิด หากนับผิดหรือไม่แน่ใจให้เริ่มนับใหม่
2. ก่อนนอนให้สวดมนต์ 99 จบ
3. ให้คุยกับ คุณพ่อหรือคุณแม่ทุกวัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังให้หมด ห้ามปิดบังและโกหก
4. ไม่ให้รับรู้หรือพูดคุยกับแฟนโดยเด็จขาด ภายใน 15 วัน หากผิดคำสัญญาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จนกว่าจะครบ 15 วัน
ท่านให้ฉันปฏิบัติอยู่ 15 วันแล้วให้กลับมาหาท่านใหม่ ซึ่งท่านสัญญาว่าภายใน
15 วัน หากฉันทำได้ตามคำสั่งแฟนของฉันจะกลับมาหาฉันแน่นอน
ฉันรับปากและเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่งไว้......
เวลาเริ่มผ่านไปจากวันที่หนึ่ง
เป็นวันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ วันที่ห้า.......วันที่สิบห้า
วันที่ 15 ครบจำนวนวันที่ท่านสัญญาไว้ ฉันเดินทางไปหาท่านแต่เช้า.......
“เป็นไง.....รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือเปล่า” ท่านถาม
“ค่ะ สบายใจขึ้น มากแล้วค่ะ”
“รักเค้ามากเลยหรือ” ท่านถาม
“ค่ะ”
“ได้โทรหาแม่ทุกวันหรือเปล่า”
“โทรค่ะ”
“แม่ว่าไง เค้าเสียใจมั๊ย”
“แม่ไม่ว่าอะไรค่ะ ท่านจะคอยปลอบใจ แล้วท่านก็เสียใจมากค่ะ”
“แม่เสียใจ แล้วเราเสียใจมั๊ย”
.....ฉันเงียบ เริ่มคิด “เสียใจค่ะ”
“ตอนเราร้องไห้ แม่เค้าว่าไง”
“......แม่เค้าก็ร้องไห้ค่ะ....”
“รักแม่มั๊ย”
“รักค่ะ”
“ใครทำให้เราเสียใจ?...ใครทำให้เราเป็นแบบนี้? ผู้ชายคนนั้นใช่มั๊ย”
.......ฉันนั่งนิ่ง น้ำตาเริ่มไหล.......
“ทำงานมาเคยให้เงินแม่บ้างมั๊ย....เวลาไปตลาดเห็นกับข้าวเคยจำได้มั๊ยว่าแม่ชอบกินอะไร
จำได้หรือเปล่าว่าตัวเราชอบกินอะไร .......ทุกวันนี้กับข้าวที่ซื้อ
มากินเป็นที่เราชอบหรือเป็นที่ผู้ชายคนนั้นชอบ........ ทำไมต้องให้เค้ามามี
อิทธิพลอยู่เหนือตัวเองขนาดนั้น เค้าทิ้งเราไปเพราะอะไร.......ตอบได้มั๊ย”
“.......เค้าไปมีคนใหม่ค่ะ”
“ทำไมเค้าไปมีคนใหม่”
“......ไม่ทราบค่ะ” ฉันตอบไปพลางเช็ดน้ำตา
“เพราะ
สันดาน......เข้าใจคำว่าสันดานมั๊ย คนดี จะคิดดี ทำดี พูดดี คนไม่ดี
ความคิดมันก็เลวไปด้วย อยากจะทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต
ก็จะเอามันคืนให้ แต่ถ้าอยากจะมีความสุข ไม่อยากให้แม่เสียใจ มีชีวิตที่ดี
เจอคนดี ๆ ก็เลิกกับมันซะ ปู่ไม่เคยเห็นใครตายเพราะอกหัก แต่ที่คนมันตายก็เพราะมันสิ้นคิด เพราะแพ้ใจตัวเอง ใจอ่อนแอ ถ้าไม่คิด ไม่นำจิตไปวางไว้กับมัน มันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
บังคับตัวบังคับกายมันทำได้ แต่การบังคับใจถ้าไม่แกร่งจริงมันก็ยาก
แต่ใจมันเป็นของเราถ้าเรายอมแพ้มัน เราก็จะแพ้ไปตลอดชีวิต
ถ้าเราเคยเอาชนะมันได้บังคับมันได้ เราก็จะไม่มีทุกข์
ไม่มีใครช่วยเราได้หรอกหมอที่ไหนก็รักษาให้ไม่ได้
มีแต่ตัวเรากับเวลาเท่านั้นที่ช่วยตัวเราได้
......สิบห้าวันผ่านมาเป็นไงบ้าง”
“ไม่ได้คิดอะไร ก็รู้สึกดีค่ะ”
“ทำต่อไปน่ะ ตัดใจซะ มันทำไม่ได้ทันทีหรอกแต่มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น
คิดถึงแม่ไว้ให้มาก ๆ ไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เค้าฟัง ให้มีสติ
อย่าไปจดจ่ออยู่กับมัน 15 วันผ่านมาไม่มีเค้าเราก็อยู่ได้
ไม่เห็นจะตายไม่ใช่หรือ ตัดใจซะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น
อย่าไปใส่ใจกับมัน คนมันไม่ดีก็ปล่อยมันไปตามวิถีชีวิตของมัน........”
ปู่ฤาษี หันไปหยิบของในย่าม เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ยื่นคืนให้ฉัน
“เงิน
3 หมื่น ปู่ไม่เอาหรอก ให้เอาไปเก็บไว้ 2 หมื่น เอาให้แม่ 5 พัน อีก 5 พัน
ไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่งตัวใหม่ให้ดูดีกว่านี้” พูดจบแกก็หัวเราะ
“จำ
คำปู่ไว้ อย่าเชื่อใจคน อย่ามองเพียงแค่ภายนอก
แล้วอย่าไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก ทุกคนมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองอยู่แล้วเพียงแต่เสน่ห์ที่เรามีจะถูกใจใครเท่านั้น พวกนุ่งผ้าเหลือง ผ้าขาว
บางคนสักแต่เอาผ้ามาห่ม แต่ใจมันไม่ใช่คน เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้ดี
ถ้าเจอคนดีก็ดีไป ถ้าเจอพวกไม่ดีเราจะเสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ จะไปโทษใครบอกใครก็ไม่ได้ เราโง่เอง ...หยุด...ห้ามไปทำเสน่ห์ที่ไหนอีก
จำคำปู่ไว้ให้ขึ้นใจวันนี้แฟนเราจะมาหา ก็ตัดสินใจเอาก็แล้วกัน”
………………………………….
ฉัน
กลับที่พัก เริ่มนั่งคิดทบทวน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ความเจ็บปวดที่เคยมี ทุกครั้งฉันแทบจะทนไม่ได้ถ้าคิดถึงเค้าแต่ตอนนี้ทำไมความเจ็บปวดมันลดลง เริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆที่ผ่านมา
จิตใจที่เคยอ่อนแอ มันเริ่มแข็งแรงตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่รู้
น้ำตาที่เคยไหลไม่หยุดหากเมื่อไหร่ที่คิดถึงเค้า ทำไมมันหายไปไหน
คำสอนของปู่ก้องอยู่ในสองหูฉันตัดสินใจ.....จากนี้ต่อไปฉันต้องเข้มแข็ง
...........เสียงเคาะประตูหน้าห้อง.....
“ใครค่ะ?” ฉันถาม
“เราเอง” เหมือนที่ปู่บอกไว้ไม่ผิด เค้ามาจริง ๆ ใจที่เคยเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่หายไปไหนหมด
หัวใจเต้นแรง ใจเริ่มอ่อน เริ่มหวั่นไหว........
“มีธุระอะไร?” ฉันไม่ยอมเปิดประตู
“.....เราคิดถึง.....เปิดประตูให้เราหน่อย”
.......ฉันเริ่มสับสน น้ำตาเริ่มไหล จะทำไงดี...คิดถึงคำพูดของปู่ฤาษี คิดถึงหน้าแม่.......
“กลับไปก่อนน่ะ วันนี้เรายังไม่อยากคุย ตอนนี้เราอยู่กับแม่ กลับไปเถอะ”
ฉันโกหกเพราะรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้มแข็งพอ หากเจอเค้าวันนี้ฉันต้องใจอ่อนแน่นอน
........................................................
edit @ 18 Nov 2008 20:54:44 by ~ I N T U I T I O N ~
posted on 04 Sep 2008 12:20 by intuition in OddsAndEnds
กำลังใจ สำหรับคนที่อกหัก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไปจึงกำลังจะฆ่าตัวตาย
ขณะนั้นเองมีพระธุดงค์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าจึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่า
"โยมจะทำอะไรรึ"
หญิงสาวตอบ
"ดิฉันจะฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
มีแฟนๆ ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ"
พระธุดงค์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า
"เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ..."
หญิงสาวหยุดคิดและถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า
"ทำไมล่ะเจ้าคะ"
พระธุดงค์ตอบว่า
"ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ"
หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงค์แล้วก็ตอบกลับไปว่า
"ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ"
พระธุดงค์ตอบ
"โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันใด...
แต่แฟนโยมซิ ที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม
ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม?"
" เพียงคิดเป็น ก็เห็นธรรมตามจริง "
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ถาม – เรากำลังทรมานมาก
แฟนเราเพิ่งบอกเลิกด้วยเหตุผลระหว่างเราที่ไม่มีทางอยู่ด้วยกันได้
เนื่องจากมีความสัมพันธ์แบบยากที่จะถูกยอมรับ เราเข้าใจเหตุผลดี
แต่การมีเขาอยู่ทำให้เราอุ่นใจมากกว่าอยู่คนเดียว
ทรมานใจเหลือเกินกับการต้องอยู่ไปวันๆโดยไม่มีเขา
ถ้าไม่เหนี่ยวรั้งเขาไว้เราจะอยู่ยังไง
อย่าคิดว่าเราเป็นฝ่ายถูกทิ้ง
ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกที่จะทิ้งขยะชิ้นหนึ่งออกจากใจ
อย่าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายเหงา
ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกพักร้อนอย่างสบายใจสักระยะ
อย่าคิดว่าเราเป็นฝ่ายทรมาน
ให้คิดว่าเราเป็นฝ่ายเลือกทำความสุขให้แก่เขา
อย่าคิดว่าเราควรเหนี่ยวรั้งเขา
ให้คิดว่าเราควรเป็นฝ่ายให้อิสระเป็นทานแก่คนอื่น
ถ้าเปลี่ยนมโนกรรม
(กรรมทางความคิด) จากมืดเป็นสว่างได้ ชีวิตก็จะสว่างเองครับ
จิตที่สว่างย่อมอบอุ่นเป็นสุข มีแต่ใครๆวิ่งมาหา มีแต่ความอิ่มเต็มเบิกบาน
มีแต่อยากได้อิสระให้ตนเองและใครๆทั้งโลก
จำไว้ว่าทำใจได้ก็เจอคนใหม่ได้ แต่ถ้าทำใจไม่ได้ก็เจอแต่น้ำตากลิ่นเก่าท่าเดียว
ให้ตัวคุณในวันนี้เป็นคนเลือก อย่าให้ตัวคุณที่ตายไปแล้วเมื่อวานเป็นคนเลือก
....
ดังตฤณวิสัชนา ฉบับ รู้จักรัก
http://www.dungtrin.com
posted on 02 May 2008 09:38 by intuition in MyStories
เจอหนังสือดีๆ ชื่อหนังสือ ชีวิตวันนี้ที่วุ่นวาย มีที่พักใจหรือยัง? ของท่านชุติปัญโญ
ตัดเรื่องน่าสนใจและให้ข้อคิด เพื่อนๆลองอ่านดูนะครับ........
มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความรักที่แท้จริง
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มานาน แต่ก็ไม่เข้าใจสักที แม้ว่าเขาจะผ่านการมีความรักด้วยการแต่งงานแล้วก็ตาม
แต่ชายหนุ่มก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า
ทำอย่างไรความรักที่ตนต้องการ จะอยู่กับตัวเองได้นานๆ
ต่อมามีคนแนะนำให้ไปขอคำตอบจากอาจารย์เซน
เขาจึงได้ไปหาท่านและเล่าความในใจให้ฟัง
"ท่านอาจารย์ครับ
ผมมีภรรยาแล้ว
แต่ปัจจุบันนี้ผมกลับไปชอบผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ภรรยาของตน
ทำให้รู้สึกสับสนในเรื่องนี้มาก ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี
ผมจึงมาปรึกษาอาจารย์เพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้"
"แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงที่เธอรักนั้น จะเป็นคนเดียวและคนสุดท้ายในชีวิตของเธอ?"
"ผมคิดว่าคนที่ผมกำลังรักอยู่นี่แหละ คือคนสุดท้ายจริงๆ ผู้หญิงคนใหม่คงจะเหมาะสมที่สุดแล้วครับ"
"ถ้าเธอคิดเช่นนี้ ก็จงไปหย่ากับภรรยาซะ"
"ท่านอาจารย์ทำไมพูดเช่นนี้ล่ะ
เพราะภรรยาของผมช่างดีต่อผมเหลือเกิน
เป็นคนสุภาพอ่อนโยน ใจดี
และฉลาดในทุกเรื่อง
ถ้าผมทิ้งเธอไป
จะไม่เป็นการใจร้ายต่อเธอไปหน่อยหรือครับ"
"ก็ในเมื่อเธอมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักรักครอบครัวของตัวเอง
การทำอย่างนี้ ยังจะชื่อว่ามีคุณธรรมอยู่อีกหรือ"
"ที่ท่านพูดมาก็ถูก เพราะภรรยาของผมมีความดีมากมาย ผมจึงไม่กล้าทิ้งเธอไป"
"ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าภรรยาของเธอเป็นคนที่โชคดีมาก"
"ภรรยาของผมจะโชคดีได้อย่างไร ในเมื่อผมจะขอหย่ากับเธอ?"
การโต้ตอบในเรื่องความรักดำเนินมาได้สักพัก
ชายขี้สงสัยก็ยังมองไม่เห็นแก่นแท้ในเรื่องนี้อยู่ดี
อาจารย์จึงได้อธิบายความหมายที่นำไปสู่การเข้าใจรักที่แท้จริงให้เขาได้รับทราบว่า
"เพราะในชีวิตการแต่งงานของผู้หญิงคนนั้น
ยังมีความรักที่เขามีต่อสามีเก็บไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่
แต่สำหรับผู้เป็นสามี ชื่อว่าได้สูญเสียความรักไปหมดแล้ว
เพราะได้แบ่งใจไปชอบหญิงอื่น
หญิงผู้เป็นภรรยาจึงโชคดี
ที่ได้ครอบครองความรัก แต่ชายผู้เป็นสามีชื่อว่าเป็นคนที่โชคร้าย
เพราะได้สูญเสียความรักไปแล้ว"
เมื่ออาจารย์กล่าวให้ข้อคิดดังนี้
ท่านก็นำเทียน 3 เล่มมาปักเป็นแถวไว้ตรงหน้า
แล้วจุดให้เกิดมีแสงสว่างทั้งสามเล่ม พร้อมกับถามชายหนุ่มว่า
"เธอจงดูเทียนทั้งสามเล่มนี้ที่ปักอยู่ตรงหน้า และตอบให้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด?"
"ดูไม่ออกครับว่าเล่มไหนสว่างที่สุด เพราะเท่าที่ตาของผมมองเห็น ทุกเล่มสว่างเท่ากัน"
"เทียนทั้งสามเล่มนี้เปรียบเสมือนหญิงสาวสามคน
หนึ่งในนี้ก็มีผู้หญิงที่เธอรักในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย
ลองคิดดูสิแม้เทียนเพียงสามเล่ม
เธอก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด
แล้วผู้หญิงที่มีอยู่เป็นแสนเป็นล้านล่ะ
จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนรักเธอที่สุด
และเป็นคนสุดท้ายในชีวิตที่เธอจะรักได้"
เมื่ออาจารย์กล่าวมาถึงตรงนี้
ชายหนุ่มก็ได้แต่อึ้งต่อถ้อยคำของท่าน
และเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นความจริงของความรัก ท่านจึงกล่าวต่อไปอีกว่า
"ถ้าอย่างนั้น
ให้เธอนำเทียนทั้งสามเล่มมาปักตรงหน้า
แล้วเรียงลำดับเป็นแถวเรียงตอนลึกต่อๆ กันไป
และให้ดูอีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"
ชายหนุ่มได้ทำตามคำชี้แนะของอาจารย์
โดยปักเทียนเป็นแถวตอนลึกเรียงต่อกัน
แล้วมองไปยังเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าด้วยความใส่ใจ พร้อมกับตอบคำถามว่า
"เล่มที่อยู่ตรงหน้าของผมสว่างที่สุดครับ"
"เมื่อเธอได้คำตอบเช่นนี้แล้ว ก็ให้นำเทียนทั้งสามเล่มไปปักเรียงไว้เป็นแถวตามเดิม
แล้วตอบใหม่อีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"
"ถ้าทำแบบนี้ ก็ตอบไม่ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด เพราะผมมองเห็นแสงสว่างที่มีอยู่เท่ากันเหมือนเดิม"
เมื่อการถามและตอบในเรื่องดังกล่าวสิ้นสุดลง
อาจารย์จึงมองมาที่ชายหนุ่มผู้กำลังสับสนในความรัก
และกล่าวเตือนสติเพื่อให้เขารู้จักเลือกที่จะรักอย่างคนที่เข้าใจ
"รู้ไหมว่าทำไมเธอจึงรู้สึกรักผู้หญิงคนล่าสุด
เพราะว่าเธอเอาจิตใจไปจดจ่อที่ผู้หญิงคนนั้น
เหมือนกับที่นำเทียนมาตั้งเรียงต่อกันเป็นแถวตอนลึก และเธอก็เห็นเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าได้ชัดเจนที่สุด
เพราะความรู้สึกรักหรือชังนั้น เกิดมาจากใจของเรา แต่เวลาที่นำเทียนไปวางไว้เป็นแถวเท่ากันเหมือนเดิม
ก็มองเห็นสิ่งที่มีอยู่เท่าๆ กัน ไม่มีเล่มไหนสว่างมากกว่ากัน ดังนั้น
การกล่าวว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตน เป็นผู้หญิงที่เธอรักมากที่สุด
และจะรักเป็นคนสุดท้ายนั้น จัดว่าเป็นมายาทางจิต
เพราะแต่ก่อนเธอก็เคยคิดต่อภรรยาที่แต่งงานกันเช่นนี้
แต่เพราะจิตไร้สติครอง เธอจึงมองสิ่งต่างๆ
ที่ผ่านเข้ามาด้วยภาวะที่ไหวเอนไปตามแรงอารมณ์ แต่แท้ที่จริงแล้ว
อารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนพระจันทร์ที่อยู่ใต้น้ำ
เพราะในที่สุดก็คือความลวงที่คิดว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้
เธอจึงควรทบทวนความต้องการของใจให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป"
.......................
posted on 14 Feb 2008 21:21 by intuition

วาเลนไทน์....
.....มีความหมาย...มากกว่าความใคร่
วันวานเคยหวามไหว วันนี้ใจเหมือนไม่เคย
ความรักคืออะไร โอ้ หัวใจโปรดเฉลย
บอกเธอบอกมาเลย อย่านิ่งเฉยนะหัวใจ
ได้สิ....ใจจะบอก รักคือหลอกให้เหลวไหล
คือร้อน ดั่งฟอนไฟ คืออ่อนไหว ในฝันหวาน
คือ ทุกข์ท้อทรมาน คือแผดผลาญ พรหมจรรย์
คือเรียนที่ไม่จบ คือ พานพบเพื่อแสบสันต์
คือช้ำตาจาบัลย์ คือ ฝั่งฝัน ต้องพังภินทร์
หลงรักมันร้อนใจ รักอยู่ไย เมื่อแรงสิ้น
ปัญญาต้องราคินทร์ ด้อยคุณค่า ราคาคน
แต่รักเถอะ หากอยากรัก น้อมใจภักดิ์ รักมวลชน
รักธรรม รักฝึกตน รักไปพ้น จากต่ำทราม
รักที่มีเมตตา มีปัญญาไม่เข็ดขาม
รักนี้สิงดงาม ทั้งเรียบง่ายได้เบิกบาน
รักเถอะ รู้จักรัก เพื่อชีพจักสุขสำราญ
รักนี้ มีนิพพาน เป็นของขวัญ แด่ท่านเอย ฯ
ปรารถนาให้พี่น้องเรา
เจอรักและใช้เมตตา ใช้ปัญญา
กระทั่งพัฒนารักนั้น ไปสู่รักแท้....
เช่นเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้า มีต่อมวลมนุษย์....
posted on 20 Jan 2008 18:22 by intuition in OddsAndEnds
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง
เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่..
บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ
พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี
มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า
กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง'
ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้
ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า
ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า
ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า
ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี
ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน
กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง
ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที
ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง
นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง
มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า
ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่
ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง
รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง
(เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับ
โน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย
อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น
พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน
อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน
ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง
แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ
"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว
ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น
เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน
แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน
มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า
แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง
นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง
วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น
หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย
จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก
"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค
จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ขอขอบคุณที่มา
ที่มา : บ้านใส่ใจ.คอม
posted on 20 Jan 2008 18:19 by intuition in OddsAndEnds
มูลค่าของชีวิต

IMG From: http://graphics8.nytimes.com
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นเพียงแวบเดียว แม่ถามฉันว่า "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ" "ใช่จ๊ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันนะ"
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่าง ในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้กันว่าแกเป็นคนขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม "พี่หนอม มีอะไรเหรอคะ" "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมาทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็หนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย" พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ "ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงเมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ" แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินละ"
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังร้องให้
แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า "อย่าให้ถึงยังงั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงแค่อยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินน่ะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันล่ะ" ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาติ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด
แต่ป้าหนอมไม่วายเตือนแม่ "ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
แม่ไมได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาล่ะ"
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่งแล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพร เปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนแหละ เอ้า...เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ คนป่วยน่ะต้องกินผลไม้ให้มากๆจะได้หายไวๆรู้ไหม"
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
"ทำไมแม่ถึงต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยล่ะ รู้จักกันเหรอจ๊ะ"
แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า
"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เคยเห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่" ฉันถามต่อ
แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กดีที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบน่ะนะลูก จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
"ให้สิลูก ถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินเหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอย่างบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ำ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า...
"จำไว้นะลูก คนเราน่ะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น...แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆแม่ถึงช่วยแกเอาไว้"
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
หลังจากนั้นฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย
จนเหตุการณ์หนึ่งเปิดขึ้นทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา
ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ หลังจากฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดแล้ว แล้วก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั่นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ20ปีเพื่อส่งฉันเรียน
แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆน้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆจะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป
ฉันเริ่มสบายใจขี้น แต่หลังจากไปหาหมอมาได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจพร้อมกว่าโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด
หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วก็บอกว่าแม่มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงกว่ามาก ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปโรงพยาบาลนั้น ฉันตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกนำเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลในอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสียงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องหนึ่งก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆห้าแสนบาท
ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ!
ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบความสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้
ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินจากฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากผ่าตัดเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชัดกับทางโรงพยาบาลฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
เมื่อกลับถึงบ้านฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องให้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัดนางสมพร ภู่จันทร์
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมด ดังนี้ ค่าผ่าตัด 0 บาท ค่ายาทั้งหมด 0 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เหลือ 0 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆนะครับคุณน้า นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'
posted on 25 Nov 2007 13:27 by intuition in MyStories
เมื่อหลายวันก่อน....
ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์คนหนึ่ง
โทรมาชวนให้ไปร่วมงานรับปริญญาที่จะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
หลังจากที่เพื่อนคนนี้ห่างหายไปจากกลุ่มเพื่อนๆมานาน
ไม่ได้ติดต่อกับใครมาพักใหญ่
เพื่อนคนเดิมเล่าถึงเหตุที่หายไปว่า
กำลังยุ่งๆเพราะกำลังวางแผนจะขยายสาขาของบริษัทตัวเองไปที่เมืองนอก
และที่ปลีกตัวไป เพราะกำลังเตรียมเนื้อเตรียมตัวเป็นว่าที่เจ้าบ่าว
วางแผนจะแต่งงานในปีหน้าหลังจากรับปริญญา
ได้ยินข่าวก็ยินดีเล็กน้อย เพราะรู้มาอีกด้วยว่า
ว่าที่เจ้าสาวผู้โชคดีก็เป็นแฟนที่คบกันมา
ตั้งแต่สมัยมัธยมต้นนั่นเอง...
กาลเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ยังรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นเพิ่งผ่านมาไม่นานนี่เอง
มโนภาพตัวเองใส่กางเกงนักเรียนขาสั้นคอซอง
ทำทรงผมชี้เปลอะไปด้วยเจล..
ยังลางๆอยู่เลย
คิดต่อไปเล่นๆว่า
"นี่อีกไม่นานเราคงจะได้เป็นคุณลุงแล้วหล่ะสินะ"
ตกเย็นเลยออกไปเลือกซื้อการ์ดแสดงความยินดี
และซื้อของขวัญมาสี่ห้าชิ้น
เผื่อเจอเพื่อนคนอื่นๆในงาน
จะได้ไม่ประดักประเดิดนักเวลาเจอหน้ากัน
เช้าวันรุ่งขึ้นเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดิมของเพื่อนโทรเข้ามาซ้ำอีก
แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงที่แหบแห้งของหญิงสาว
คุ้นๆว่าเป็นเสียงแฟนของเพื่อน
โทรมาแจ้งว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว
โดยอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อคืนกลางดึก
หลังจากที่กลับมาจากออฟฟิศนั่นเอง
คราวิบากของคนเราช่างเที่ยงแท้ยิ่งนัก
เวลาเมื่อมัจจุราชแห่งความตายมาเคาะประตูเยี่ยมเยียน
ก็มักไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลย
ความตายเปรียบเหมือนเงา
ที่ตามตัวเรามาตลอดตั้งแต่เราเริ่มรู้จักความเกิด
หากไม่อาศัยการตรัสรู้ด้วยพระสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ก็อยากที่จะหนีพ้นจากทวิภาวะทั้งปวงได้
การ์ดแสดงความยินดีสีสวย
ต้องเปลี่ยนเป็นการ์ดแสดงความเสียใจ
ของขวัญที่ได้เลือกไว้
ต้องกลายเปลี่ยนเป็นซองร่วมบุญงานฌาปนกิจ
รอยยิ้มและคำพูดแสดงความยินดี ที่คิดเตรียมไว้
คงหลงเหลืออยู่เพียงแค่ภาพและเสียงที่ก้องสะเทือนอยู่ในความทรงจำเท่านั้น
น้ำตาแห่งความยินดีของคุณแม่ของเพื่อน
กลายเปลี่ยนเป็นน้ำตาที่แปดเปื้อนความเศร้าโศกเสียใจ
ในการจากไปก่อนวัยอันควรอย่างกระทันหันของลูกชายเพียงคนเดียว
สิ่งทั้งปวงหาแน่นอนไม่
ล้วนเป็นไปตามครรลองแห่งเหตุ และ ปัจจัย
ที่ประมวลกันเข้ามา
ไม่มีอะไรแน่นอนดั่งใจ
มีแต่แน่นอนตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่เท่านั้น
หากวางใจให้เป็นธรรม
และมองสิ่งต่างๆ "ตามความเป็นจริง"
โดยไม่ได้ใส่ความคิดเห็นส่วนตัว
ไม่เอาใจเข้าไปปรุงแต่ง
หรือเจือสัจจะบริสุทธิ์ของธรรมชาตินั้นให้เสียไปแล้ว
ก็จะเห็นความเป็น "ธรรมดาของกรรมวิบาก" ผุดขึ้นชัดกลางใจ
เมื่อนั้น ใจจึงจะสามารถปล่อยวาง 'ความคิด' ที่กำลังยึด
คลายทุกข์ที่กำลังกำไว้แน่น
ให้เบาบางลงจางคลายลงได้บ้าง.
ขอแสดงความเสียใจ...
กับการจากไปก่อนวัยอันควรของบอล
เพื่อนผู้เปี่ยมด้วยรอยยิ้มเสมอเมื่อเจอกันจนวันสุดท้าย
กุศลคุณงามความดีใดที่ทำมาดีแล้วทั้งปวง
ขอเพื่อนจงได้รับรู้ร่วมอนุโมทนาและนำเป็นเสบียงหล่อเลี้ยงไป
ขอแสงสว่างแห่งพระรัตนตรัย
จงส่องนำทางวิถีจิตของเธอ
สู่สัมปรายภพเบื้องหน้า ทุกภพชาติ
ตราบจนไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก ฯ
นายจะอยู่ในความทรงจำเสมอ.
ปัจฉิมลิขิต.
หมู่นี้มีข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนน บ่อยเหลือเกิน
ขอให้เพื่อนๆ ระมัดระวังการเดินทางบนท้องถนน
และดูแลตัวเองและคนใกล้ตัวกันด้วยนะครับ
posted on 24 Nov 2007 19:39 by intuition

รู้ไหมทำไมฉันถึงรักคุณ?
ไม่ถามตัวเองล่ะ ทำไมต้องมาถามผม?
เพราะคุณหาเหตุผลได้เก่งกว่าฉัน!
ถ้าคราวนี้ผมหาเหตุผลไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้น?
ฉันจะเลิกกับคุณวันนี้ เพราะทนกับเรื่องไร้เหตุผลไม่ได้!
บ๊ะ! ขนาดนั้น! คุณถูกสอนมาอย่างไรกันนี่?
คุณพ่อเคยสอนว่าทุกสิ่งต้องมีเหตุผล คนที่ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองมายืนตรงนี้ทำไม
คือคนที่ไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ก็เสียความเป็นตัวของตัวเองให้กับบางสิ่งที่เหลวไหลไปเสียแล้ว!
การได้คำตอบจากคนอื่น ถือว่ามีความคิดเป็นของตัวเองแล้วหรือ?
ฉันกำลังตกหลุมรัก และพบว่าในหลุมเต็มไปด้วยกำแพงบังแสง
ใจฉันไร้ความสามารถที่จะคิดในขณะมองอะไรไม่เห็น!
เอาล่ะ! งั้นเรามาลองเสียเวลาหาคำตอบร่วมกัน
เพราะผมไม่อยากเสียคุณไปในขณะที่คุณยังรักผม และผมก็ยังรักคุณ
ทำไมคุณถึงรักฉัน?
นั่นเป็นคำถามที่ง่ายขึ้น… ส่วนที่ขาดของเพศชายคือเพศหญิง
ส่วนที่ขาดของบ้านคือคนในครอบครัว ส่วนที่ขาดของอารมณ์คือคนรู้ใจ
ส่วนที่ขาดของความผูกพันคืออัธยาศัยที่ต้องกัน ส่วนที่ขาดของผมคือตัวคุณ
และความรักจะนำส่วนที่ขาดหายมาคืนผม ผมจึงรักคุณเพื่อไม่ให้มีอะไรขาดหาย!
ฉันฟังไม่รู้เรื่อง… และนั่นก็แสดงว่าที่คุณพูดมาไม่ใช่เหตุผลเดียวกันกับที่ฉันรักคุณ
เพราะถ้าใช่ ฉันก็คงกระจ่างแล้ว
นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังหาเรื่องเลิกกัน?
เปล่าเลย… ตรงข้าม ฉันอยากอยู่กับคุณไปจนตาย
และฉันก็สับสนว่าทำไม ฉันทนความสับสนของตัวเองไม่ได้
โอเค! งั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อน คุณไม่เหมือนคนอื่น
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรู้อยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการคำตอบจากคุณเลย!
เหตุผลของคนที่ไม่เหมือนคนอื่น บางครั้งอาจไม่มีเหตุผลที่แท้จริง
นี่คุณว่าฉันเป็นคนไร้เหตุผลรึ?
แน่นอนคุณมี! แต่คนเราก็มีทั้งเหตุผลทางความคิด
และเหตุผลทางอารมณ์ กรณีนี้ผมคิดว่าเป็นเหตุผลทางอารมณ์
ถ้าหากเราเจอตัวอารมณ์อันเป็นต้นตอความรัก ความสงสัยของคุณก็ยุติ
อารมณ์ของฉันอยู่ตรงไหน?
อารมณ์ของทุกคนอยู่ที่ความพอใจและความไม่พอใจ
ไม่ว่าคุณจะอยากเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหน
แตกต่างจากใครทั้งโลกเพียงใด อย่างไรคุณก็ต้องเหมือนกับคนอื่นที่ตรงนี้
ฉันเริ่มเก็ตแล้ว ว่าต่อไปซิ
ถ้าผู้ชายสักคนมีดี มีแต่เรื่องน่าพอใจ คือรูปหล่อ โดดเด่น
ความสามารถสูง ซื่อสัตย์ คารมดี ปากหอม ตัวไม่เหม็น
ขยันเอาใจ รายได้งาม เก็บเงินเก่ง
แต่แฟนแบมือขอเมื่อไหร่รีบหยิบให้ทันที อย่างนี้ไม่มีผู้หญิงที่ไหนลังเลแน่นอน
เจอเมื่อไหร่ตะครุบเมื่อนั้น แต่ที่ลังเลก็เพราะในโลกความเป็นจริง
ผู้ชายขาดข้อดีน่าพอใจไปหลายข้อเหลือเกิน
ข้อไม่ดีไม่น่าพอใจนั่นแหละตัวการทำให้สับสน
หึหึ แต่ฉันไม่ได้สับสนลังเลแบบผู้หญิงเลือกไม่ถูกหรอกนะ
ข้อดีน่าพอใจที่คุณพูดมาทั้งหมด
ฉันเคยเจอในคนอื่น
ฉันพอใจ… แต่ไม่รัก!
กลับมารักคนที่มีไม่ครบอย่างคุณแทน
นั่นแหละฉันถึงต้องรู้ให้ได้ว่าทำไม!
นี่กล่าวหาว่าผมใช้คุณไสยเหรอะ?
นั่นเป็นเบื้องหลังที่ฉันควรรู้หรือเปล่าล่ะ?
ถ้าผมเล่นคุณไสย หน้าคุณดำปี๋ไปแล้ว
ไม่สว่างโร่เหมือนคนกำลังหัวใจพองโตอย่างนี้หรอก
สรุปคือไม่มีคำตอบที่ฉันควรรู้ใช่ไหม?
มีสิ! งั้นผมเอาความจริงมาตอบแล้วกันนะ
ที่ตอบๆมาเป็นความเท็จหรอกหรือนี่?
ความจริงบางส่วนกับความจริงทั้งหมดมันต่างกัน
หูตาคนเราถูกตีกรอบให้รับได้แค่ความจริงบางส่วน
ถ้าอยากทะลุกรอบออกไปรับความจริงทั้งหมด
คุณต้องมีมากกว่าหูตา
อะไรที่ต้องมี?
จิตที่หยั่งรู้ ไม่ใช่จิตที่เอาแต่คิดเดา!
แล้วจิตที่หยั่งรู้ บอกว่าความรักเกิดจากอะไร?
เกิดจากการเคยอยู่ร่วมกันมาก่อนหนึ่ง เกื้อกูลกันในปัจจุบันหนึ่ง
หมายความว่าชาติก่อนฉันเคยอยู่กับคุณหรือ?
อดีตชาติเป็นความลับ และถ้าคุณรู้ความลับ ก็อาจจะต้องเลิกรักผม
เพราะอะไรกัน?
ถ้าคุณรู้ความลับ แปลว่าคุณไม่ได้แค่คำตอบเกี่ยวกับความรัก แต่ยังรู้อีกด้วยว่าคุณเป็นใคร
ทำไมถึงมาอยู่บนโลกใบนี้!
ฉันเป็นใคร ทำไมถึงต้องเลิกรักคุณ?
พวกเราเป็นเหยื่อของความไม่รู้!
ความไม่รู้ทำให้เราก่อกรรม กรรมทำให้เรามามีและมาเป็น
การมีการเป็นทำให้เรายึดติด ความยึดติดทำให้เราร้องไห้เมื่อจากพราก
ความจากพรากทำให้เราอาลัยและเต็มใจหลงติดอยู่กับความไม่รู้ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้
งั้นฉันจะไปบวช!
ไปบวชทำไม?
จะได้หลุดจากการเป็นเหยื่อ!
การบวชไม่ได้เป็นประกันว่าคุณจะพ้นจากการเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ทุกวัดก็ยังเต็มไปด้วยเหยื่อของความไม่รู้เหมือนทุกบ้าน คุณต้องเป็นอะไรที่ดีกว่าเหยื่อทั่วไปเสียก่อน
อย่างนั้นฉันควรทำอย่างไร?
ทำอย่างที่หญิงชายควรทำกัน!
หญิงชายควรทำอะไรกันบ้าง?
ดูแลกันให้ดี มีน้ำใจต่อกัน...
ซื่อสัตย์ไม่เป็นอื่น ตามที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เป็นบันไดขั้นแรก...
แล้วค่อยๆช่วยกันทำความรู้จักกับความลับที่เหลือ ...
ที่พระพุทธเจ้าเปิดเผยไว้หมดเปลือก ...
หลังจากรู้ความลับทั้งหมดด้วยความเข้าถึงแท้จริงแล้ว ...
ถ้าจะแยกกันบวชก็เป็นการบวชอย่างคนมีกำลังดิ้นให้หลุดกรงแห่งความไม่รู้ ...
ไม่ใช่บวชเพื่อติดอยู่กับความไม่รู้ในอีกกรง!
ว่างแล้วจึงอ่าน
อ่านเมื่อว่างๆ
จาก:คิดจากความว่าง 3 : พี่ตุลย์ ดังตฤณ
จากความว่างที่เต็มบริบูรณ์