2008/May/02

เจอหนังสือดีๆ ชื่อหนังสือ ชีวิตวันนี้ที่วุ่นวาย มีที่พักใจหรือยัง? ของท่านชุติปัญโญ

ตัดเรื่องน่าสนใจและให้ข้อคิด เพื่อนๆลองอ่านดูนะครับ........


มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความรักที่แท้จริง
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มานาน แต่ก็ไม่เข้าใจสักที แม้ว่าเขาจะผ่านการมีความรักด้วยการแต่งงานแล้วก็ตาม

แต่ชายหนุ่มก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ทำอย่างไรความรักที่ตนต้องการ จะอยู่กับตัวเองได้นานๆ ต่อมามีคนแนะนำให้ไปขอคำตอบจากอาจารย์เซน เขาจึงได้ไปหาท่านและเล่าความในใจให้ฟัง

"ท่านอาจารย์ครับ ผมมีภรรยาแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ผมกลับไปชอบผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ภรรยาของตน ทำให้รู้สึกสับสนในเรื่องนี้มาก ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี ผมจึงมาปรึกษาอาจารย์เพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้"

"แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงที่เธอรักนั้น จะเป็นคนเดียวและคนสุดท้ายในชีวิตของเธอ?"

"ผมคิดว่าคนที่ผมกำลังรักอยู่นี่แหละ คือคนสุดท้ายจริงๆ ผู้หญิงคนใหม่คงจะเหมาะสมที่สุดแล้วครับ"

"ถ้าเธอคิดเช่นนี้ ก็จงไปหย่ากับภรรยาซะ"

"ท่านอาจารย์ทำไมพูดเช่นนี้ล่ะ เพราะภรรยาของผมช่างดีต่อผมเหลือเกิน เป็นคนสุภาพอ่อนโยน ใจดี และฉลาดในทุกเรื่อง ถ้าผมทิ้งเธอไป จะไม่เป็นการใจร้ายต่อเธอไปหน่อยหรือครับ"

"ก็ในเมื่อเธอมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักรักครอบครัวของตัวเอง การทำอย่างนี้ ยังจะชื่อว่ามีคุณธรรมอยู่อีกหรือ"

"ที่ท่านพูดมาก็ถูก เพราะภรรยาของผมมีความดีมากมาย ผมจึงไม่กล้าทิ้งเธอไป"

"ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าภรรยาของเธอเป็นคนที่โชคดีมาก"

"ภรรยาของผมจะโชคดีได้อย่างไร ในเมื่อผมจะขอหย่ากับเธอ?"

การโต้ตอบในเรื่องความรักดำเนินมาได้สักพัก ชายขี้สงสัยก็ยังมองไม่เห็นแก่นแท้ในเรื่องนี้อยู่ดี อาจารย์จึงได้อธิบายความหมายที่นำไปสู่การเข้าใจรักที่แท้จริงให้เขาได้รับทราบว่า

"เพราะในชีวิตการแต่งงานของผู้หญิงคนนั้น ยังมีความรักที่เขามีต่อสามีเก็บไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ แต่สำหรับผู้เป็นสามี ชื่อว่าได้สูญเสียความรักไปหมดแล้ว เพราะได้แบ่งใจไปชอบหญิงอื่น หญิงผู้เป็นภรรยาจึงโชคดี ที่ได้ครอบครองความรัก แต่ชายผู้เป็นสามีชื่อว่าเป็นคนที่โชคร้าย เพราะได้สูญเสียความรักไปแล้ว"

เมื่ออาจารย์กล่าวให้ข้อคิดดังนี้ ท่านก็นำเทียน 3 เล่มมาปักเป็นแถวไว้ตรงหน้า แล้วจุดให้เกิดมีแสงสว่างทั้งสามเล่ม พร้อมกับถามชายหนุ่มว่า

"เธอจงดูเทียนทั้งสามเล่มนี้ที่ปักอยู่ตรงหน้า และตอบให้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด?"

"ดูไม่ออกครับว่าเล่มไหนสว่างที่สุด เพราะเท่าที่ตาของผมมองเห็น ทุกเล่มสว่างเท่ากัน"

"เทียนทั้งสามเล่มนี้เปรียบเสมือนหญิงสาวสามคน หนึ่งในนี้ก็มีผู้หญิงที่เธอรักในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย ลองคิดดูสิแม้เทียนเพียงสามเล่ม เธอก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด แล้วผู้หญิงที่มีอยู่เป็นแสนเป็นล้านล่ะ จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนรักเธอที่สุด และเป็นคนสุดท้ายในชีวิตที่เธอจะรักได้"

เมื่ออาจารย์กล่าวมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ได้แต่อึ้งต่อถ้อยคำของท่าน และเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นความจริงของความรัก ท่านจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

"ถ้าอย่างนั้น ให้เธอนำเทียนทั้งสามเล่มมาปักตรงหน้า แล้วเรียงลำดับเป็นแถวเรียงตอนลึกต่อๆ กันไป และให้ดูอีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"

ชายหนุ่มได้ทำตามคำชี้แนะของอาจารย์ โดยปักเทียนเป็นแถวตอนลึกเรียงต่อกัน แล้วมองไปยังเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าด้วยความใส่ใจ พร้อมกับตอบคำถามว่า

"เล่มที่อยู่ตรงหน้าของผมสว่างที่สุดครับ"

"เมื่อเธอได้คำตอบเช่นนี้แล้ว ก็ให้นำเทียนทั้งสามเล่มไปปักเรียงไว้เป็นแถวตามเดิม แล้วตอบใหม่อีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"

"ถ้าทำแบบนี้ ก็ตอบไม่ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด เพราะผมมองเห็นแสงสว่างที่มีอยู่เท่ากันเหมือนเดิม"

เมื่อการถามและตอบในเรื่องดังกล่าวสิ้นสุดลง อาจารย์จึงมองมาที่ชายหนุ่มผู้กำลังสับสนในความรัก และกล่าวเตือนสติเพื่อให้เขารู้จักเลือกที่จะรักอย่างคนที่เข้าใจ

"รู้ไหมว่าทำไมเธอจึงรู้สึกรักผู้หญิงคนล่าสุด เพราะว่าเธอเอาจิตใจไปจดจ่อที่ผู้หญิงคนนั้น เหมือนกับที่นำเทียนมาตั้งเรียงต่อกันเป็นแถวตอนลึก และเธอก็เห็นเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าได้ชัดเจนที่สุด เพราะความรู้สึกรักหรือชังนั้น เกิดมาจากใจของเรา แต่เวลาที่นำเทียนไปวางไว้เป็นแถวเท่ากันเหมือนเดิม ก็มองเห็นสิ่งที่มีอยู่เท่าๆ กัน ไม่มีเล่มไหนสว่างมากกว่ากัน ดังนั้น การกล่าวว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตน เป็นผู้หญิงที่เธอรักมากที่สุด และจะรักเป็นคนสุดท้ายนั้น จัดว่าเป็นมายาทางจิต เพราะแต่ก่อนเธอก็เคยคิดต่อภรรยาที่แต่งงานกันเช่นนี้ แต่เพราะจิตไร้สติครอง เธอจึงมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาด้วยภาวะที่ไหวเอนไปตามแรงอารมณ์ แต่แท้ที่จริงแล้ว อารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนพระจันทร์ที่อยู่ใต้น้ำ เพราะในที่สุดก็คือความลวงที่คิดว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้ เธอจึงควรทบทวนความต้องการของใจให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป"

.......................

edit @ 2 May 2008 09:42:39 by ~ I N T U I T I O N ~

2008/Feb/14

Image : http://www.curculio.org

วาเลนไทน์....
.....มีความหมาย...มากกว่าความใคร่

วันวานเคยหวานไหว       วันนี้ใจเหมือนไม่เคย
ความรักคืออะไร            โอ้ หัวใจโปรดเฉลย
บอกเธอบอกมาเลย        อย่านิ่งเฉยนะหัวใจ

ได้สิ....ใจจะบอก            รักคือหลอกให้เหลวไหล
คือร้อน ดั่งฟอนไฟ          คืออ่อนไหว ในฝันหวาน
คือ ทุกข์ท้อทรมาน         คือแผดผลาญ พรหมจรรย์

คือเรียนที่ไม่จบ             คือ พานพบเพื่อแสบสันต์
คือช้ำตาจาบัลย์             คือ ฝั่งฝัน ต้องพังภินทร์

หลงรักมันร้อนใจ            รักอยู่ไย เมื่อแรงสิ้น
ปัญญาต้องราคินทร์        ด้อยคุณค่า ราคาคน

แต่รักเถอะ หากอยากรัก  น้อมใจภักดิ์ รักมวลชน
รักธรรม รักฝึกตน           รักไปพ้น จากต่ำทราม

รักที่มีเมตตา                 มีปัญญาไม่เข็ดขาม
รักนี้สิงดงาม                 ทั้งเรียบง่ายได้เบิกบาน

รักเถอะ รู้จักรัก             เพื่อชีพจักสุขสำราญ
รักนี้ มีนิพพาน               เป็นของขวัญ แด่ท่านเอย ฯ

ปรารถนาให้พี่น้องเรา

เจอรักและใช้เมตตา ใช้ปัญญา

กระทั่งพัฒนารักนั้น ไปสู่รักแท้....

เช่นเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้า มีต่อมวลมนุษย์....

 

2008/Jan/20

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง
เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน

เพื่อเห็นแก่แม่..
บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ
พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน

พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี
มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า
กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง'
ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้
ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ

วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า
ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า
ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า
ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี

ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน
กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง
ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที
ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง
นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง
มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด

มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า
ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่
ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง
รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง

วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง
(เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง

เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับ
โน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย

อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น
พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น

และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน
อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน
ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง
แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน

อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ

"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว
ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น
เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน

แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน
มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า
แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง
นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง

วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น
หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่

แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"

พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว


ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู

ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย

จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน

จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง

แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก

"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค
จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"

โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่


ขอขอบคุณที่มา

ที่มา : บ้านใส่ใจ.คอม